แผลในปากจากการรักษามะเร็ง
แผลในปากจากคีโม vs จากฉายแสง ต่างกันอย่างไร
คำตอบสั้น ๆ
แผลในปากเกิดได้จากทั้งเคมีบำบัดและการฉายแสง โดยทั่วไปแผลจากคีโมมักเกิดทั่วช่องปากและสัมพันธ์กับรอบของยา เริ่มหลังได้ยาไม่กี่วันและมักดีขึ้นเมื่อร่างกายฟื้นตัว ส่วนแผลจากฉายแสงมักอยู่เฉพาะบริเวณที่ได้รับรังสีและอาจอยู่นานกว่า ทั้งสองแบบเป็นผลข้างเคียงที่พบได้และควรดูแลร่วมกับทีมรักษา
ทั้งสองแบบเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ และมีรูปแบบเฉพาะที่ต่างกัน
แม้แผลในปากจากการรักษามะเร็งจะดูคล้ายกัน แต่เมื่อมาจากการรักษาคนละแบบ ทั้งช่วงเวลาที่เกิด บริเวณที่พบ และระยะเวลา ก็มักต่างกัน การเข้าใจความต่างนี้ช่วยให้ผู้ป่วยและญาติตั้งรับได้ดีขึ้น และสื่อสารกับทีมรักษาได้ตรงประเด็น หน้านี้อธิบายความต่างหลักระหว่างแผลจากเคมีบำบัดกับแผลจากการฉายแสง
แผลในปากจากเคมีบำบัด
เคมีบำบัดออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย จึงส่งผลต่อเยื่อบุช่องปากในวงกว้าง แผลจากคีโม มักเกิดได้ทั่วช่องปาก โดยเฉพาะบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนอย่างกระพุ้งแก้ม ใต้ลิ้น และริมฝีปากด้านใน ลักษณะเด่นคือสัมพันธ์กับรอบของยา มักเริ่มหลังได้รับยาไปไม่กี่วัน และมีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อร่างกายฟื้นตัวระหว่างรอบการรักษา
แผลในปากจากการฉายแสง
การฉายแสงบริเวณศีรษะและคอออกฤทธิ์เฉพาะที่ในบริเวณที่ได้รับรังสี แผลจากฉายแสงจึง มักอยู่เฉพาะบริเวณที่รังสีผ่าน และเนื่องจากเป็นการรักษาต่อเนื่องหลายครั้ง แผลมักค่อย ๆ เกิดขึ้นสะสมและอาจอยู่นานกว่า รวมถึงค่อย ๆ ดีขึ้นหลังจบการฉายแสง นอกจากนี้การฉายแสงยังมักมีผลต่อต่อมน้ำลายในบริเวณนั้น ทำให้ปากแห้งร่วมด้วย
ตารางเปรียบเทียบ
ตารางนี้สรุปความต่างหลักเพื่อให้เห็นภาพ ทั้งนี้ความรุนแรงและรูปแบบต่างกันในแต่ละคน
| จุดเปรียบเทียบ |
จากเคมีบำบัด (คีโม) |
จากการฉายแสง |
| บริเวณที่พบ |
ทั่วช่องปาก โดยเฉพาะเนื้อเยื่ออ่อน |
เฉพาะบริเวณที่ได้รับรังสี |
| ช่วงเวลาที่เริ่ม |
หลังได้ยาไม่กี่วัน สัมพันธ์กับรอบยา |
ค่อย ๆ เกิดสะสมระหว่างคอร์สฉายแสง |
| ระยะเวลา |
มักดีขึ้นเมื่อร่างกายฟื้นระหว่างรอบ |
อาจอยู่นานกว่า ค่อย ๆ ดีขึ้นหลังจบ |
| ปากแห้งร่วม |
พบได้บ้าง |
พบบ่อย เพราะกระทบต่อมน้ำลาย |
ความต่างนี้เป็นภาพรวม ไม่ใช่กฎตายตัว
รูปแบบของแผลขึ้นกับชนิดและขนาดของการรักษา บริเวณที่รักษา และร่างกายของแต่ละคน บางคนได้รับทั้งคีโมและฉายแสงพร้อมกัน ทำให้รูปแบบซับซ้อนขึ้น การดูแลจริงจึงควรยึดคำแนะนำของทีมรักษาเป็นหลัก
แผลจากคีโมมักทั่วช่องปาก ส่วนแผลจากฉายแสงมักเฉพาะบริเวณที่รับรังสี
ไม่ว่าแผลมาจากแบบใด การดูแลเยื่อบุอย่างอ่อนโยนก็ช่วยได้
คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อยเรื่องแผลจากคีโมและฉายแสง
โดยทั่วไปแผลจากคีโมมักเกิดทั่วช่องปากและสัมพันธ์กับรอบของยา เริ่มหลังได้ยาไม่กี่วันและมักดีขึ้นเมื่อร่างกายฟื้นตัว ส่วนแผลจากฉายแสงมักอยู่เฉพาะบริเวณที่ได้รับรังสีและอาจอยู่นานกว่า ทั้งสองแบบควรดูแลร่วมกับทีมรักษา
โดยทั่วไปแผลจากการฉายแสงบริเวณศีรษะและคออาจอยู่นานกว่าและค่อย ๆ ดีขึ้นหลังจบการฉายแสง เพราะรังสีมีผลต่อเนื้อเยื่อในบริเวณนั้น ทั้งนี้ระยะเวลาต่างกันในแต่ละคน
ผู้ที่ได้รับการรักษาทั้งสองแบบพร้อมกันอาจมีแผลในปากที่ชัดเจนขึ้น เพราะได้รับผลจากทั้งสองทาง ทีมรักษามักเฝ้าระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษและวางแผนดูแลให้เหมาะกับแต่ละคน
การเข้าใจว่าแผลสัมพันธ์กับการรักษาแบบใดช่วยให้ตั้งรับเรื่องช่วงเวลาและการดูแลได้ดีขึ้น แต่การจัดการจริงควรยึดคำแนะนำของทีมรักษาเป็นหลัก เพราะแต่ละคนมีแผนการรักษาต่างกัน
หมายเหตุจากกองบรรณาธิการ
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับความต่างของแผลในปากจากเคมีบำบัดและการฉายแสง ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล และไม่ใช้แทนการพบแพทย์ ผู้ที่กำลังรักษามะเร็งควรทำงานร่วมกับทีมแพทย์ที่ดูแลเสมอ
แหล่งอ้างอิงทั่วไป
- National Cancer Institute (NCI) — Oral Complications of Chemotherapy and Head/Neck Radiation (PDQ)
- MASCC/ISOO — แนวทางทั่วไปเกี่ยวกับการดูแลภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ (oral mucositis)
- สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข — ข้อมูลการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง
เรียบเรียงโดย: ทีมบรรณาธิการเว็บไซต์ www.แผลในปากมะเร็ง.com / ตรวจทานเชิงผลิตภัณฑ์และความเหมาะสมของถ้อยคำโดย: ทีม Eureka Pharma